Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระแม่กวนอิมโปรดวิญญาณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระแม่กวนอิมโปรดวิญญาณ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระแม่กวนอิมโปรดวิญญาณ

พาวิญญาณไปบวชที่วัด


นำโม กวนซีอิม ผู่สัก
เรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ  เป็นเรื่องเร้นลับที่ยากแก่การพิสูจน์  บางคนก็ไม่เชื่อว่าผีหรือวิญญาณมีจริง บางคนก็มีความเห็นว่าตายแล้วสูญ จึงไม่มีผีหรือวิญญาณ สรุปแล้วก็ยังเป็นเรืองถกเถียงกันไม่จบสิ้น แต่ถ้าผู้ใดมีพลังจิตที่ได้รับการฝึกจนกระทั่งได้ฌานจิต ผู้นั้นย่อมมีพลังจิต ที่สามารถสื่อกับโลกวิญญาณได้  หรือบางท่านมีของเก่าที่เคยสะสมมา ไม่ต้องฝึกอะไรมากมาย  ก็สามารถสื่อติดต่อกับโลกทิพย์ได้อย่างอัศจรรย์  เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระแม่กวนอิม  โปรดวิญญาณให้พ้นทุกข์จากการจองเวรจองกรรม

เมื่อราว ๆ ๑๐ ปีมาแล้ว  ได้มีสมาชิกสมาคมไทย - กวนอิม ท่านหนึ่งมาจากเมืองไทย ได้มาร่วมงานบุญทอดกฐินสามัคคีของสมาคม ซึ่งในปีนั้นสมาคมได้เป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี ผู้หญิงท่านนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมสมาคม และได้ขอกราบคารวะพระแม่กวนอิมด้วย  ฉันจึงได้ช่วยทำหน้าที่สื่อด้วยพลังจิต ให้เธอได้มีโอกาส  รับการโปรดจากพระแม่กวนอิม ในวันนั้นเธอคงนึกไม่ถึง  ว่าจะเป็นวันที่ความลับสุดยอดของเธอจะต้องถูกเปิดเผย วิญญาณลูกชายของเธอ มานั่งร้องไห้อยู่ข้างหน้าเธอ ต่อว่าเธออย่างน่าสงส"แม่ไม่รักหนู แม่ลืมหนู" เสียงต่อว่าของลูก  ทำให้ผู้เป็นแม่หลั่งน้ำตาอย่างไม่รู้ตัว ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นราว ๆ ๔-๕ คน ต่างก็มองหน้ากันแบบงง ๆ  พี่สามีของเธอก็นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย ก็แปลกใจที่เขาไม่เคยทราบเรื่องการทำแท้งของน้องสะใภ้มาก่อนเลย

พระแม่กวนอิมได้ถามเขาว่า "เคยทำแท้งลูกใช่มั้ย"  ผู้หญิงคนนี้ฉันขอสมมติชื่อว่า "เล็ก" เล็กได้ตอบพระแม่อย่างไม่อายเลยว่า "ใช่ค่ะ หนูเคยทำแท้งตอนสมัยเริ่มเรียนปีแรกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงฯ  เพราะตอนนั้นยังไม่พร้อมและไม่มีทางเลือกท่ีดีกว่านี้"   เล็กได้สารภาพบาปของตนจนหมดสิ้น ต่อหน้าพระแม่และเพื่อน ๆ ให้รับทราบ  พระแม่ก็ได้ถามวิญญาณเด็กว่า "จะให้อโหสิกรรมแก่ผู้เป็นแม่หรือไม่ เขาผิดไปแล้ว เขาไม่ใช่ไม่รักลูก แต่เขามีเหตุผลของเขา" วิญญาณเด็กน้อยนี้ ก็ยังคงโกรธแม่ของเขาอยู่ ไม่ยอมอโหสิกรรมให้แม่ ๆ ก็บอกว่า "หนูจะเอาบุญอะไรก็ให้บอกแม่ ๆ  จะทำให้ทุกอย่างตามที่ขอ"  เด็กน้อยเริ่มใจอ่อนพอได้ยินแม่พูดเช่นนั้น แล้วเอ่ยขึ้นว่า "หนูยังไม่มีชื่อเลย เสื้อผ้าก็ยังไม่มีใส่ด้วย"  แม่ก็ดีใจที่ลูกเริ่มเป็นกันเองด้วย จึงรีบพูดไปว่า "ชื่อตุ๊กตา ดีมั้ย น่ารักดีนะ"  เด็กตอบด้วยเสียงไม่พอใจนิด ๆ  แล้วบอกว่า "หนูเป็นผู้ชาย หนูไม่เอาชื่อตุ๊กตา"  แม่รีบพูดเอาใจ "งั้นชื่อก้องก็แล้วกัน มีความหมายดีนะ คือหมายถึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป" เด็กดีใจถูกใจรีบตอบทันที " หนูเอาชื่อนี้ หนูจะเอาเสื้อกับกางเกงและรองเท้าสวย ๆ ด้วยนะ"  แม่รีบตอบเอาใจ "ตกลงทุกอย่างจ๊ะ"  

ทั้งสองแม่ลูกได้ตกลงกันและเข้าใจกันดีแล้ว คือลูกเลิกจองเวรจองกรรมแม่อีกต่อไป และแม่ก็จะจัดการทำทุกสิ่งที่ลูกขอ  จากนั้นพระแม่กวนอิมได้สาธยายธรรม  ให้วิญญาณเด็กลูกของเล็ก และทุกคนในที่นั้นฟังด้วย  ท่านพูดถึงว่า "เรื่องการทำแท้งโดยเจตนา  มีโทษหนักมาก เพราะผิดศีลข้อ "ปาณาติบาต" วิญญาณที่ตายก่อนกำหนดอายุ  เขาจะไม่ไปไหน เขาก็จะติดตามแม่อยู่ตลอดเวลา เขาจะโกรธและอาฆาตผู้เป็นแม่อย่างมาก  จะแกล้งผู้เป็นพ่อเป็นแม่และถ้ามีลูก (น้อง) เขาก็จะแกล้งพวกน้อง ๆ ด้วย จะทำให้ผู้เป็นพ่อแม่  ทำอะไรก็ไม่เจริญไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต กรรมนี้ให้ผลเป็นทุกข์ตลอดชีวิตและยังติดตามถึงภพหน้าอีกด้วย  ฉะนั้นจึงควรหมั่นรักษาศีล ทำทานทำบุญ สวดมนต์เจริญสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา รู้ตามความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายทั้งปวง จะได้คลายความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวตนของเรา เมื่อเห็นตามนี้ได้  จิตก็จะเป็นกุศล ไม่มีโทสะ ไม่มีจิตอาฆาตพยายาบาท ไม่คิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น จิตก็มีความสงบและมีความสุขยิ่ง"  เมื่อจบการสาธยายธรรมของพระแม่กวนอิมแล้ว  ทุกคนได้กล่าวคำว่า "สาธุ" พร้อมกัน

เด็กก้องวิญญาณลูกของเล็ก เกิดความซาบซึ้งและศรัทธาในพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พูดขึ้นว่า "แม่...หนูอยากจะบวชอยู่ที่วัด พาหนูไปบวชได้มั้ย" ผู้เป็นแม่่รีบตอบรับทันที "ดี ๆ ลูก แม่จะพาไปฝากหลวงพ่อที่วัดใกล้ ๆ บ้าน" ทุกคนต่างก็ปลื้มปีติกับการตัดสินใจของวิญญาณเด็กน้อยตนนี้ จะว่าไปเขาก็อายุครบบวชพอดี แม่เขาบอกว่า  จำไม่ผิด เพราะร่วมยี่สิบปีมาแล้วที่เก็บเป็นความลับ

เมื่อเล็กกลับเมืองไทยแล้ว เธอได้จัดหาผ้าจีวร ดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยไทยทานครบพร้อม  แล้วได้พาวิญญาณลูกก้อง  ไปวัดที่เธอเคยไปทำบุญเป็นประจำ จนรู้จักกับเจ้าอาวาสวัดดี เธอบอกกับเจ้าอาวาสว่า  พาวิญญาณลูกมาบวช หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ได้สวดทำพิธีบวชให้แก่วิญญาณ  นับตั้งแต่นั้นมาครอบครัวของเล็กก็ดีขึ้น มีความร่มเย็น มีงานการคล่องขึ้น สามีมีอาชีพเป็นทนาย เธอเองก็ทำงานด้วยกันกับสามี  เธอได้เล่าให้ฉันฟังว่า "หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า มีคนมาบวชจำพรรษาอยู่ที่วัด เขาเคยเห็นวิญญาณตนหนึ่งเป็นพระรูปร่างสง่างามมาก"  ฉันคิดว่าก็คงเป็น "พระก้องหรือหลวงพี่ก้อง" นั่นแหละ  เรื่องการโปรดวิญญาณก็ยุติเพียงแค่นี้  ขอทุกท่านจงมีความสุขด้วยการ "ไม่อาฆาตพยาบาท ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น" เถิด   นำโม กวนซีอิม ผู่สัก

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปาฏิหาริย์พระแม่กวนอิม

นำโม กวน ซีอิม ผู่สัก
ตอนโปรดวิญญาณ  เมื่อ ค.ศ.2002 เดือนสิงหาคม (วันที่จำไม่ได้แล้ว) ช่วงนั้นเป็นฤดูร้อน ฉันและสามีได้รับเชิญ ไปร่วมทำบุญครบ ๗ วัน ของครอบครัวคนไทย-สวิส  ได้สูญเสียลูกสาวสุดที่รัก เธอมีชื่อเล่นว่า "อันจี้" อายุ ๒๐ ปี ตายเพราะถูกข่มขืนในป่า เด็กสาวคนนี้  ฉันเคยรู้จักและได้พูดคุยกับเธอประมาณ  ๓-๔ ครั้ง  ตอนนั้นเธออายุได้ ๗ ขวบ เธอเป็นคนสวยมาก  เพราะเป็นลูกครึ่งไทย-สวิส  มารดาเป็นอดีตนางสาวไทยเข้ารอบ ๑๐ คน  เนื่องด้วยอกุศลวิบากกรรมของผู้เป็นมารดาส่งผล  ในช่วงนั้นหนูอันจี้เพิ่งอายุได้ขวบกว่า ๆ มารดาของเธอ ได้ถูกตำรวจลับที่สนามบินของประเทศเยอรมันจับได้ ขณะที่กำลังลักลอบ  นำของผิดกฎหมายเข้าประเทศ  ทางการของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้เอาหนูอันจี้ผู้น่าสงสารคนนี้  ไปเลี้ยงไว้  เพราะเหตุว่าบิดาของเธอ ก็โดนอกุศลวิบาก  เล่นงานหนักเช่นกัน เป็นคนติดยา ติดบุหรี่ และอัลโกฮอล ต้องเข้ารับการรักษาตัว ที่โรงพยาบาลอย่างจริงจัง  ลูกสาวจึงตกอยู่ในความดูแล ของทางการ  จนกระทั่งอายุเข้าเกณฑ์การศึกษา คืออายุ ๖ ขวบ ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาล   เมื่ออายุได้ ๖ ขวบ เธอจึงได้กลับไปอยู่กับบิดาของตน  ส่วนมารดาของเธอนั้น  เธอไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ข่าวอีกเลย จนกระทั่งตายจากกัน
       
บ่ายวันหนึ่งราว ๆ  ปลายเดือนสิงหาคม  บิดาของอันจี้ ได้นำกระดูกของเธอไปที่วัดไทย เพื่อให้พระสงฆ์ทำพิธีสวดอุทิศส่วนบุญ ให้แก่วิญญาณของอันจี้  มีแฟนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอไปร่วมพิธีหลายคน  วันนั้นฉันกับสามีได้พบกับบิดาของอันจี้   หลังจากที่ไม่ได้พบกันมาหลายปี  ดูเขาเปลี่ยนไปมาก  จนแทบจำไม่ได้ พอทราบการตายของอันจี้จากบิดาเธอ  เรารู้สึกสลดใจมาก  เพราะไม่คิดว่า เธอจะจบชีวิตลงแบบโหดร้ายเช่นนี้  ชีวิตเธอตั้งแต่เด็กก็หนักพออยู่แล้ว และยังจะต้องมาเสียชีวิตตอนอายุยังน้อย ๆ อยู นี่แหละ "สัจจะธรรม" ของจริงแท้ที่ไม่มีผู้ใดบนโลกนี้จะเลี่ยงได้เลย และไม่มีผู้ใดสามารถอยู่เหนือ "กฎไตรลักษณ์" ได้เลยเช่นกัน นอกจากพระอรหันต์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะท่านตัดกิเลสได้หมดแล้ว

ทีนี้ก็จะเข้าสู่ตอนตื่นเต้นกันล่ะ  ในระหว่างที่พระสงฆ์กำลังสวดมนต์  เจ้าภาพและแขกผู้มาร่วมพิธี ทุกท่านต่างก็นั่งอยู่ในอาการสงบสำรวม  แต่ฉันซึ่งเป็นแขกคนไทยคนเดียวในที่นั้น  ไม่สงบเลย รู้สึกมีอะไรไม่ทราบ  เป็นเหมือนลมแน่น ๆ อยู่ในอก  แน่นขึ้นมาเรื่อย ๆ   จนในที่สุดอ่อนแรง  ไม่สามารถนั่งพนมมือได้เลย จึงได้เอนกายแปะข้าง ๆ สามีไว้ เพราะว่าจะเป็นลมให้ได้  สามีฉันเขาก็คงจะตกใจ แต่เขาไม่แสดงออก  สักครู่หนึ่งฉันก็มีแรงอย่างบอกไม่ถูก  จิตเห็นเหมือนว่าร่างกายตัวเองสูงใหญ่ หน้าตาสวยแบบคนจีน ผิวขาวมากจนซีด ทันใดนั้นก็เปล่งเสียงออกมาอย่างดัง  ตกใจมาก เอ๊ะ..นี่ไม่ใช่เสียงเรา ฉันทราบว่าไม่ใช่เสียงของฉันแน่  เสียงพระสวดมนต์ก็หยุดชะงักทันทีทันใด  จากนั้นก็มีเสียงพูดเป็นภาษาจีน แล้วแถมมีการแปล เป็นภาษาเยอรมันด้วย    ทุกคนตกตะลึก ทั้งพระและฆราวาสต่างเงียบสงัด  เหมือนโดนมนต์สะกดไปชั่วขณะ  พอจะจับใจความคำพูดได้ว่า "นี่คือพระโพธิสัตว์กวนอิม มาช่วยแล้ว อันจี้ ๆ ๆ เข้ามานี่ มากราบพระประธาน กราบพระสงฆ์ แล้วไปกราบเท้าบิดาด้วย กราบขอขมาเขาด้วย ที่เคยล่วงเกินเขาเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่" ขณะนั้นอยู่ ๆ  ก็มีเด็กสาววัยราว ๒๐ ปีเศษ ๆ คนหนึ่งมานั่งที่หน้าประตูแล้วก็รีบลุกไป  คิดว่าวิญญาณอันจี้  คงจะอาศัยร่างของผู้หญิงคนนี้ เข้ามาในวัด หลังจากนั้นพระท่านก็สวดมนต์ต่อจนจบ  พอพระเริ่มสวดฉันก็รู้สึกตัวเป็นปกติ พอเสร็จพิธีแล้ว  ฉันก็เข้าไปกราบขอขมาท่านเจ้าอาวาสวัด ๆ  ก็ขำหัวเราะแล้วถามฉันว่า "โยมเป็นอะไร" ฉันก็ตอบไม่ได้เพราะไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน  พวกฝรั่งเขาคงคิดว่าฉันสามารถเข้าทรางได้มั้ง เปล่าเลยนะ  พวกเขาพากันซักถามเรื่องเกี่ยวกับอันจี้กันใหญ่  ฉันก็ได้แต่ตอบให้กำลังใจเขาว่า "อันจี้ไปดีแล้ว ไม่ต้องห่วง" พวกเขาก็ขอบคุณและดูสีหน้ามีความสบายใจขึ้นกว่าก่อน  ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหตุการณ์เช่นนี้ มันเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่ทราบว่าเกิดได้อย่างไร  ฉันไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่ององค์หรือเรื่องการทรงเจ้าอะไรท้ังนั้น ขันครูก็ไม่เคยรู้เรื่อง หมอดูหมอเดาฉันไม่เอาเลย ฉันชอบฝึกสมาธิ ฝึกสติเพื่อขัดเกลาจิตใจให้สงบสะอาด เบิกบาน เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง วันนั้นฉันงงอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง มีแต่คำถามว่า"ทำไมถึงต้องเป็นเรา" แต่ก็ยังไม่มีคำตอบสักที

เรื่องของอันจี้ยังไม่จบแค่ที่วัด   ยังมีภาค ๒ อีก ตอนเย็นวันเดียวกัน เวลาประมาณ ๒ ทุ่ม อยู่ดี ๆ ฉันไม่ทราบตนเองเป็นอะไร  เสียใจนั่งร้องไห้คนเดียว  พอมีสติระลึกรู้ตัว จิตก็สามารถแยกความรู้สึกได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ "จิต" ของเรานี่ จิตนี้เป็นจิตที่เศร้าหมองและเสียใจมาก ๆ  ฉันไม่สามารถต้านทานจิตแฝง  เพราะจิตยังไม่มีพลังแก่กล้าพอ จึงคิดว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ฉันก็ปล่อยให้เขาพูดออกมา เผื่อเราจะช่วยเขาได้บ้าง เขาก็พูดแนะนำตนเองว่า "ฉันคืออันจี้"  พอได้ยินเสียงพูดเท่านั้นแหละ  จิตฉันคิดทันทีว่า " เอาแล้วซิเรา..ผีตามมาจนได้"  งั้นก็ดูกันต่อไป และแล้วเธอก็พูดต่อไปว่า ขอให้ฉันช่วยโทรหาพ่อเขาให้ด้วย ฉันก็โทรไป แต่ว่าพ่อเขาคงไม่อยู่ อันจี้ขอร้องให้โทรอีกครั้ง เธอบอกว่า พ่อของเธอเข้าห้องน้ำอยู่  ตอนนี้โทรได้แล้ว  พอโทรไปก็เจอตัวตามที่เธอบอก  แล้วอันจี้ก็ร้องไห้ทันทีที่ได้ยินเสียงพ่อเขา ๆ จำเสียงลูกสาวได้ก็พลอยเสียงเครือไปด้วย  คงจะตื่นเต้นดีใจและนึกไม่ถึงว่า สมัยใหม่นี้  คนคุยกับวิญญาณได้  แล้วอันจี้ก็อ้อนกินพีซซ่าอาหารโปรดของเธอ  และอยากได้ชุดโปรดสีชมพูด้วย  เธอบอกกับพ่อว่า เธอหิวมากและก็หนาวมากด้วย  เพราะว่าตอนตายเธอถูกเปลือยกายหมด  พ่อเขาก็บอกว่าจะรีบจัดการให้  พออันจี้ได้คุยกับพ่อของเธอเป็นที่พอใจแล้ว เธอก็ขอบคุณฉันแล้วก็ลาจากไป  ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่มาปรากฏอีกเลย  เธอคงจะไปเกิดในภพภูมิใหม่แล้ว เรื่องการโปรดวิญญาณของพระแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ก็ขอจบเพียงแค่นี้  นำโม กวน ซีอิม ผู่สัก

เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราท่านทั้งหลาย  พึงระลึกเสมอว่า เราเกิดมาเพื่อเสวยวิบาก (ผลของกรรม)ที่ตนได้กระทำไว้แล้วในอนันตชาติ เราเกืดมาเพื่อศึกษาพระธรรมและทำกรรมดี  ไม่มีใครที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า "วิบากกรรม" และไม่มีใครรับเสวยวิบากแทนเราได้  ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาท