Translate

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปาฏิหาริย์พระแม่พันมือ (ตอนที่ ๒)




นะโม กวนซีอิม ผ่อสัก


สวัสดีค่ะ ท่านผู้ศรัทธาเลื่อมใสในบารมีพระแม่กวนอิมทุกท่าน...... วันนี้ก็ได้ฤกษ์ที่จะเขียนตอนที่ ๒  แล้วจ๊ะ  ถ้าปล่อยให้ท่านผู้อ่านรอนานเกินไป  ท่านแม่ก็จะต้องมาดุฉันแน่ ๆ เลย  ฉะนั้นต้องตั้งใจเขียนให้จบ เพื่อเป็นการบูชาพระคุณและเพื่อเป็นการเผยแพร่พระบารมีของท่านแม่กวนอิมปางพันมือด้วย  นอกจากนั้นฉันก็อยากจะให้ทุกท่านที่เป็นศิษย์และไม่ใช่ศิษย์ของพระแม่ก็ตาม ได้รู้จักเกี่ยวกับท่านแม่พันมือในหลาย ๆ ลักษณะ.....เพื่อไม่ให้เสียเวลามาก  ฉันก็จะขอเล่าต่อเลยนะคะ

เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าถึง ตอนที่เราได้อัดเสียงของพระแม่พันแม่ไว้แล้ว  ท่านร้องเพลงและพูดอะไรก็ไม่ทราบน่ะ เราก็ได้นำไปให้คนจีนเวียตนาม  เจ้าของร้านอาหารจีน ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก  เขาก็พยายามฟังตั้งหลายรอบ  แต่ก็ไม่สามารถแปลให้เราเข้าใจได้  เขาบอกว่าเป็นภาษาจีนโบราณ แปลได้เป็นบางคำ เราก็ไม่สามารถที่จะเดาได้  ก็เป็นอันว่าต้องลงมือเรียนด้วยตนเอง......ท่านแม่กวนอิมท่านมีญาณหยั่งรู้หมด  เราไปทำอะไรที่ไหนท่านรู้หมด  ท่านรู้ว่าเราพูดอะไรหรือคิดอะไร  ฉันได้พูดกันในครอบครัวว่า "ต่อไปพวกเราคงจะต้องช่วยกันจดและจำคำที่ท่านแม่พูด และหัดพูดกับท่าน เพื่อที่จะได้สื่อความหมายกันรู้เรื่อง  แต่เราก็ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ สามีฉันยังไม่ยอมรับท่านแม่กวนอิม  ท่านแม่ก็ทราบดีเหมือนกันว่า  สามีไม่เชื่อว่าท่านคือ "พระโพธิสัตว์กวนอิม"  เขาคิดว่าฉันเป็นโรคจิต  ท่านแม่รู้ใจสามีฉัน ว่าเขาคิดอะไร  ทุกคนในบ้านเชื่อสนิทว่าเป็นญาณของพระแม่กวนอิมมาประทับร่าง  เพราะเขาเห็นได้ชัดว่า ขณะนั้นไม่ใช่ตัวฉันเลย ลักษณะท่าทางและอากัปกิริยาต่าง ๆ  นอกจากนั้นยังพูดภาษาอะไรก็ไม่ทราบ ไม่มีใครเข้าใจด้วย แล้วจะหาว่าเป็นฉันได้อย่างไร.....

พระแม่พันมือได้แสดง  ให้เห็นในลักษณะเป็นคนชรามาก ๆ ในตอนแรก ๆ  พอตอนต่อไปเมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้ว  ก็ได้แสดงให้เห็นหลายลักษณะ......สามีเห็นแล้วก็ยังไม่ยอมเชื่อ ก็ยังปักใจว่าฉันเป็นโรคจิตบ้าง โรคประสาทบ้าง  แต่ท่านแม่ก็ไม่สนใจว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ท่านก็ไป ๆ มา ๆ  ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง  เดี๋ยวก็เป็นลม  บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้เสียใจ เดี๋ยวก็อารมณ์ดี แล้วก็ร้องเพลงไพเราะมาก  เวลาร้องเพลงก็ร่ายร่ำอ่อนช้อยเชียว  เวลาไม่พอใจก็ร้องดุเสียงดังตกอกตกใจตาม ๆ กัน  แล้วก็ร่ายรำพร้อมกับกระทืบเท้าจนพื้นบ้านสั่นสะเทือน  สามีก็กลัวว่าเท้าฉันจะพัง ก็ต้องรีบเข้ามากอดไว้ไม่ยอมให้กระทืบอีกต่อไป  ส่วนน้องสาวและลูก ๆ  ก็พากันคอยห้ามปรามทุกครั้งไป  ก็จะบอกว่า "นั่นไม่ใช่ Mama นั่นพระแม่กวนอิม"  แต่เขาก็ไม่สนใจ  เวลามีอาการเช่นนี้ทีไรเขาก็จะอุ้มฉันไปนอนที่เตียง  ฉันรู้สึกตัวว่าไม่มีแรง ก็จะหลับไปสักครู่  พอรู้สึกตัวก็ลุกขึ้นนั่ง  แล้วท่านแม่ก็จะบ่นต่ออีก  จนกระทั่งเป็นที่พอใจแล้วจึงปล่อยร่างให้เป็นปรกติ

ขณะที่พระแม่ท่านประทับร่างฉันอยู่นั้น  ฉันก็พอมีสติรู้อยู่ข้างใน  รู้ทุกอย่างที่คนภายนอกพูดคุยกัน หรือทำอะไรกัน ทวารทั้ง ๖ ก็ยังทำงานตามปรกติอยู่  เพียงแต่จิตไม่สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้กายวิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวทางกาย) และวจีวิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวทางวาจา) เกิดขึ้นได้.....ตอนนั้นรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจตนเองยังวุ่นวายสับสนอยู่  เพราะไม่เคยเจออย่างนี้มาก่อน และไม่ทราบจะไปปรึกษาใครได้  จิตมีแต่ความกลัว  เรียกว่ากลัวกันทั้งบ้านเลย แต่ทำไงได้  ท่านแม่กวนอิมท่านคงจะมาทำงานโปรดสรรพสัตว์  เพราะเหตุว่าเราไปตั้งชื่อของสมาคมโดยใช้ชื่อของท่าน ๆ ก็เลยมาที่สมาคม.....ในที่สุดเราทุกคนยอมรับท่านด้วยความศรัทธาและรักท่านมาก  ท่านคือ "พระแม่กวนอิมโพธิสัตวฺ์" ที่เราบูชากราบไหว้ทุกวัน  ช่วงที่ท่านมาบ่อย ๆ ท่านก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นนิมิตในฝันทุกคืนเลย  ฉันมักจะเห็นตนเองในฝันเหาะได้ เหาะไปหลายแห่งไปช่วยคนที่มีทุกข์  บางครั้งเข้าไปตามบ้านคน บางครั้งไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาในวัดจีนหลายแห่ง  รู้สึกโลดโผนมาก  จิตก็ทราบดีว่า เป็นปาฏิหาริย์ของท่านแม่พันมือ ท่านต้องการจะให้ฉันแน่ใจว่าท่าน คือพระแม่กวนอิมปางพันมือ หลังจากนั้นมา  ฉันและทุกคนในบ้านก็เริ่มสบายใจขึ้นมาบ้าง.....ท่านแม่รู้ว่า พวกเราต้องการจะเรียนภาษาของท่าน

เย็นวันหนึ่งท่านมาแบบเงียบ ๆ  มานั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะอาหาร  แล้วเรียกพวกเราให้มานั่งร่วมโต๊ะ  มีน้องสาวและลูกสาวเข้ามานั่งลงที่พื้นใกล้ ๆ ท่าน  ส่วนสามีและลูกชายดูทีวีอยู่เลยไม่ได้ร่วมฟังท่าน.....ท่านแม่พูดภาษาจีนพร้อมทำท่ากำกับ  บอกว่าให้เตรียมกระดาษและดินสอไว้จดด้วย  เมื่อพร้อมแล้วท่านก็สอนให้พูด คำแรก  "จ๊าจี้" แปลว่าน่ารัก.... "ตูจ๊าจี้"  แปลว่าเธอน่ารัก..... "ทิเจ๊ะ" แปลว่าไม่่ดี...."เจ๊ะ" แปลว่าดี....เวลาท่านแม่จะกลับ ท่านจะบอกว่า "เช"  สอนแค่นิดหน่อย แล้วก็มีการสนทนากันอย่างสนุกสนาน  ท่านแม่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดู  ด้วยการตรวจดวงของใครคนหนึ่ง  ที่เวลานี้ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน  แล้วท่านก็เข้าสมาธิกำหนดดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เล่าว่า  ท่านเห็นคนไทยเจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้านเรา เขากำลังจะเจ๊งเพราะเป็นคนไม่มีสัจจะ ชอบเล่นการพนัน  กุ๊กที่ไม่พอใจเจ้าของร้านเพราะว่าให้ค่าจ้างน้อยมาก ทำงานหนักเงินเดือนน้อย  เขาเลยแกล้งทำอาหารไม่อร่อยและไม่สะอาด อีกหน่อยไม่มีคนเข้าร้าน  ท่านแม่พันมือบอกว่า "ช่วยไม่ได้เพราะว่าเขาเป็นคนไม่อยู่ในศีลในธรรม"  ท่านผู้อ่านคงจะสงสัย ว่าเรารู้เรื่องที่ท่านพูดได้อย่างไร  น้องและลูกสาวฉัน  เขาช่วยกันแปลด้วยวิธีพูดเป็นภาษาไทย  แล้วก็ถามท่านว่า ต้องการพูดเช่นนี้ใช่ไหม  ถ้าใช่ท่านก็จะพยักหน้า ถามว่า "ทำไมท่านแม่ไม่พูดภาษาไทยหรือภาษาเยอรมันก็ได้ พวกเราจะได้เข้าใจง่ายขึ้น"  ท่านตอบว่า ท่านไม่ต้องการพูด ท่านต้องการให้พวกเราเรียนภาษาของท่าน  

สำหรับตอนที่ ๒ นี้ต้องขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะคะ   แล้วพบกันในตอนที่ ๓  อีกนะจ๊ะ

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปาฏิหาริย์พระแม่พันมือ (ตอนที่ ๑)



นะโม กวนซีอิม  ผ่อสัก


 
พระแม่พันมือโปรดและปราบมาร

สวัสดีค่ะ  ท่านผู้ศรัทธาในพระแม่กวนอิมทุกท่าน....นานทีเดียวที่ฉันไม่ได้เขียนเล่าเรื่องประสบการณ์  เกี่ยวกับพระแม่ให้ท่านได้อ่านกันอีก....โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ของพระแม่พันมือมีเรื่องตื่นเต้นเยอะแยะมาก  ท่านแม่น่ารักที่สุดเลยจ๊ะ  ตั้งแต่ที่ได้รู้จักท่าน...... ฉันคิดว่าบางท่านก็คงจะเคยได้ยิน  หรือเคยได้สัมผัสเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์  หรือความอัศจรรย์เกี่ยวกับท่านแม่พันมือมาแล้ว  แต่ละท่านคงมีประสบการณ์  แตกต่างกันไปตามเหตุตามปัจจัย  เรื่องที่ฉันจะเล่าในวันนี้  คิดว่าคงไม่เหมือนใคร  ฉันและครอบครัวก็เพิ่งจะได้รู้จักท่านแม่พันมือเป็นครั้งแรก  เมื่อได้ประสบการณ์เองโดยตรง  จึงทำให้เกิดความรักและศรัทธาในพระแม่โพธิสัตว์กวนอิมอย่างไม่มีความลังเลสงสัยเลยแม้แต่นิด  ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีพระมหาเมตตา  อย่างหาขอบเขตมิได้  ฉันได้สัมผัสปาฏิหาริย์พระแม่กวนอิมหลายปาง  แต่ท่านแม่พันมือ เป็นปางแรกที่มาโปรดพวกเราทั้งครอบครัว  และยังโปรดสมาชิกของสมาคมไทย-กวนอิม,สวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย  การโปรดของท่านก็ไม่มีพิธีรีตรองอะไร  ไม่ต้องมีพานดอกไม้ธูปเทียนหรือปัจจัยใด ๆ ทั้งนั้น  ใครมีทุกข์มาหาที่สมาคม  ท่านแม่ก็จะขจัดปัดเป่าคลายทุกข์ให้  แต่ท่านพูดอะไรเราไม่สามารถเข้าใจได้เพราะตอนนั้นยังไม่มีล่ามแปล  ท่านไม่พูดภาษาไทย  เราก็เดา ๆ เอา  ถูกบ้างผิดบ้าง  พอได้ฟังบ่อย ๆ ก็พอจะเข้าใจบางคำ บางครั้งท่านก็สอนให้พูดภาษาของท่าน  เพื่อที่จะได้พูดกันรู้เรื่อง

เพื่อเป็นการเผยแพร่  พระบารมีของพระแม่กวนอิม  ปางพันมือพันตา (พันเนตรพันกร) และเพื่อเป็นการแสดงมุทิตาคุณต่อครูบาอาจารย์  ฉันจึงได้ขออนุญาตท่านแม่ ว่าจะเขียนเรื่องปาฏิหาริย์เกี่ยวกับท่าน เพื่อให้ท่านผู้ศรัทธาหรือลูกศิษย์ ได้อ่านเป็นความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ  ด้วย  ทุกท่านก็คงจะทราบดีแล้วว่า.....พระโพธิสัตว์กวนอิมมีทั้งหมด ๘๔ ปาง  ที่มีมากมายหลายปาง ก็เพราะเหตุว่า ท่านนิรมานกายให้เหมาะสมกับกิจการงาน ในการโปรดสรรพสัตว์ของท่าน..... พระแม่กวนอิมปางพันมือนับเป็นปางที่มีความพิเศษกว่าปางอื่น ๆ  เพราะว่าท่านนิรมานกายมีดวงตามากมายถึง ๑,๐๐๐ ดวงและมีแขนจำนวน ๑,๐๐๐ แขน ไม่ธรรมดาเลยนะคะ  มีรูปร่างหน้าตาสวยงามเป็นพิเศษ ท่านมีหน้าที่โปรดสัตว์โลกที่ประพฤติปฏิบัติดีเพื่อความพ้นทุกข์  ให้พ้นจากการเบียดเบียน  ของสัตว์โลกฝ่ายอธรรม  ซึ่งหมายถึงพวกมิจฉาทิฏฐิ.มิจฉาปฏิปทา  และพวกมารทั้งหลาย ที่คอยขัดขวางการกระทำความดีของมนุษย์

ท่านที่ศรัทธาเลื่อมใสในบารมีของพระโพธิสัตว์กวนอิม  ส่วนมากจะมีองค์พระแม่กวนอิมไว้บูชาหลายปาง และก็จะต้องมีองค์พระแม่พันมือด้วย  เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข  และความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทุก ๆ ด้าน  จึงมีการบูชาปางต่าง ๆ  กันไปตามความศรัทธา.....แต่ละปางมีอิทธิฤทธิ์แตกต่างกันไป........ฉันได้รู้จักพระแม่พันมือเป็นครั้งแรก  เพราะเหตุว่าที่บ้านเป็นสถานที่ตั้งของ "สมาคมไทย-กวนอิม,สวิตเซอร์แลนด์"  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้  สมาคมได้รับอนุญาตและจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฏหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์  สมาคมได้ก่อตั้งขึ้นโดยความพร้อมใจกันของกลุ่มคนไทย (ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์) ผู้นับถือบูชาพระแม่กวนอิม

.....เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๒ พระแม่พันมือได้มาโปรดฉันและครอบครัว  ตอนนั้นที่บ้านยังไม่มีองค์พระแม่พันมือไว้บูชา.....ตอนเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ราว ๆ  เดือนมีนาคม  ขณะกำลังรับประทานอาหารเช้าร่วมกันกับสามีและลูก ๒ คน  ฉันรู้สึกว่ามีอาการแน่นหน้าอกมาก  และอยากจะร้องตะโกนดัง ๆ  ไม่ทราบสาเหตุเพราะอะไร  แต่ก็ยังไม่ร้องหรอกนะ  พยายามข่มไว้ เพราะกลัวว่าคนร่วมโต๊ะอาหารจะตกใจกัน  ขณะนั้นที่กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น  ฉันไม่อยากมองหน้าใครเลย  และไม่อยากพูดกับใครด้วย  ทุกคนก็คงจะแปลกใจ แต่เขาไม่กล้าทัก  ฉันมีความรู้สึกว่าไม่พอใจอะไรสักอย่าง  แต่ก็ไม่ทราบว่าอะไร   หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว   ฉันก็เดินไปเดินมาอยู่แถว ๆ โต๊ะอาหารนั่นแหละ.....

ในที่สุดก็ปล่อยเต็มทีเลย  ปล่อยความอัดอั้นที่อยู่ในอกจ๊ะ  ข่มไว้ไม่ไหวแล้ว  เพราะไม่ทราบว่าตนเองเป็นอะไร มันอึดอัดอยู่ข้างใน  ปรกติก็ไม่เคยร้องส่งเสียงดัง  ให้คนในบ้านตกอกตกใจกันมากมายเช่นนี้  แต่วันนั้นเล่นเอาคนในบ้านหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มตาม ๆ กัน  ทุกคนตลึงงันงง จนอึ้งไปครู่หนึ่ง.....จากนั้นพอสิ้นเสียงร้อง  ก็มีเสียงพูดเป็นภาษาจีน  พูดด้วยน้ำเสียงที่ดุ  น่ากลัวมากเลย  เพราะตอนนั้นไม่ใช่เราแล้วนะ  แถมพูดภาษาจีนคล่่องเชียว แต่น้ำเสียงแก่มาก ๆ  ท่านก็พูดคนเดียว  ไม่มีใครเข้าใจเลย......ฉันเองก็รู้สึกตัวครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่น่ะ  รู้ว่ามีจิตอื่นเข้ามาแฝงและเป็นจิตที่ดีมีพลังมากเป็นพิเศษ  ท่านมาดี   แต่ว่าเราสื่อกันยังไม่รู้เรื่องรู้ภาษา......ฉันไม่มีพลังที่จะต่อต้าน ไม่สามารถทำอะไรได้ เหมือนถูกมนต์สะกดไว้ทั้งร่าง  พอพูดจบร่างฉันก็หมดเรี่ยวแรง  ก็ล้มแผะลงนอนกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า  เหมือนกับคนเป็นลมหมดสติ  แต่ว่าอาการของฉันไม่หมดสติ  เพียงแต่ทางกายหมดแรง  ตาหลับสนิททางหูได้ยินเสียงคนพูดคุยกันตลอดเวลา  สามีได้อุ้มฉันไปนอนบนเตียงในห้องนอน  พอนอนได้สักครู่ ก็รู้สึกมีแรงขึ้นหน่อย  จึงได้กระดกศรีษะขึ้นมา  แล้วก็ส่งเสียงเป็นภาษาจีนต่ออีกรอบหนึ่ง  แล้วก็หมดแรงหลับไปอีกครู่หนึ่ง  พอมีแรกก็กระดกศรีษะขึ้นมาพูดอีก  คราวนี้พูดยาวหน่อย  แล้วก็หมดแรงหลับไปอีกนานเท่าไรไม่ทราบ.......พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้น  ก็เห็นทุกคนในบ้านนั่งพร้อมหน้ากันอยู่ในห้องนอน  วันนั้นเป็นวันเสาร์จึงอยู่พร้อมหน้ากันทุกคน ดูท่าทางทุกคนยังไม่หายตื่นเต้น กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่่นาทีมานี้

ทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ ที่เห็นฉันเป็นปรกติ  แล้วแต่ละคนต่างก็แย่งกันเล่าเหตุการณ์ให้ฉันฟังว่า ฉันพูดอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง  ฉันจำเหตุการณ์ได้ไม่หมดหรอก  เพราะเหตุว่าจิตตอนนั้นไม่สามารถที่จะทำงานได้ตามปรกติ  ร่างกายก็เหมือนกับบ้านที่โดนโจรระดับใหญ่ปล้น แล้วถูกโจรยึดครองชั่วขณะ  ส่วนจิตก็เหมือนกับว่า เจ้าของบ้านที่โดนจับมัดด้วยเชือก ไม่มีแรงที่จะต่อสู้หรือช่วยเหลือตนเองเลย......น้องสาวฉันได้เล่าว่า  เธอรู้ว่าไม่ใช่โดนผีเข้าธรรมดา ๆ  เธอบอกว่าต้องเป็นพระแม่กวนอิมแน่ ๆ  เลย  เพราะว่าพูดแต่ภาษาจีน  ท่านฟังภาษาไทยเข้าใจ แต่ตอบเป็นภาษาจีน  และท่านมักจะบอกบ่อย ๆ ว่าท่านคือ "กวนยิน" คนจีนเขาจะออกเสียงว่ากวนยิน  ส่วนคนไทยออกเสียงว่า "กวนอิม"  ถึงจะเพี้ยนไปหน่อย  แต่ก็หมายถึงสิ่งเดียวกัน ก็ไม่ถือว่าผิดแปลกอะไร....น้องสาวได้รีบไปจุดธูป ๕ ดอก เพื่ออัญเชิญพระแม่กวนอิมพันมือ ให้ออกจากร่างฉัน  หลังจากที่บอกกล่าวเสร็จ  ฉันรู้สึกตัวเป็นปรกติได้  

.....นับตั้งแต่นั้นมา เราทุกคนรู้สึกหวาดผวาตาม ๆ กัน เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเมื่อไร  และไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ด้วย  พูดกันไม่รู้เรื่องเลย  ไม่สามารถจะเดาได้เลยว่า  ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุไร.....มีอยู่วันหนึ่งเรามีเรื่องถกเถียงและทะเลาะกันในครอบครัว  ฉันรู้สึกว่ามีอาการแน่นหน้าอกอย่างกระทันหัน  และไม่พอใจที่ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน.....ถ้ามีเสียงคนในบ้านพูดไม่ดี มีเสียงทะเลาะกัน  ฉันก็จะร้องเสียงดังลั่นบ้านทันที  แล้วก็จะมีเสียงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุมาก ๆ เป็นภาษาจีน  จนทุกคนหยุดทะเลาะกันทันที......นี่ก็คงจะเป็นกลอุบายในการปราบมาร (จิตมาร) ของท่านแม่พันมืออีกแบบหนึ่ง  ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลทันทีดีมาก  ทำให้ทุกคนไม่ค่อยกล้าหาเรื่องทะเลาะกัน  ช่วงนั้นลูกสาวกับลูกชายยังอยู่ในวัยประถมกับวัยมัธยม  เป็นวัยที่กำลังวุ่นวาย  มีเรื่องขัดแย้งกันเป็นประจำ  เป็นที่รู้กันแล้วว่า  ถ้ามีการเถียงหรือทะเลาะกันเมื่อไร  ก็จะต้องเจอดีทุกครั้งไป  บางครั้งไปเที่ยวนอกบ้าน แล้วเกิดขัดคอกันขณะสนทนาในรถ  ก็เคยโดนท่านแม่ร้องดุอย่างดัง  เล่นเอาคนร่วมนั่งในรถ แทบฉี่แตกเพราะความตื่นเต้นตกใจมาก

พวกเรายังสงสัยไม่หาย ว่าท่านแม่พูดอะไร  ที่ท่านมาแต่ละครั้ง ท่านต้องการอะไรจากพวกเรา  ด้วยความอยากรู้  จึงได้เตรียมเครื่องอัดเสียงไว้  เพื่อจะได้เอาไปให้ คนจีนเวียตนามช่วยแปลให้  ครั้งแรกตั้งใจจะให้น้องสาวเป็นคนอัดเสียงไว้  แต่พอเกิดเหตุการณ์ปรากฏจริง ๆ ดันตกใจจนลืมวิธีอัดเทป กดปุ่มอัดผิดก็เลยไม่ติด......บางวันท่านแม่ก็มาหลายเวลา  บางครั้งอยู่นานบางครั้งแป๊บเดียวก็ไป  เราก็เตรียมเครื่องอัดเทปไว้  จนในที่สุดก็อัดได้ดังใจ......วันนั้นท่านแม่ร้องเพลงโหยหวนน่าฟังมาก  ท่านนร้องเพลงเศร้า ๆ ให้ฟังกัน  ฉันคิดว่าคงจะเป็นเพลงเตือนใจเตือนสติว่า "อย่ามัวแต่ทะเลาะกันอยู่เลย  สักวันหนึ่งทุกคน ก็จะต้องจากกันไปตามกาล  ก็จะไม่ได้เห็นกันอีก ก็จะต้องเสียใจเสียดายเวลา  ตอนมีชีวิตอยู่ร่วมกันไม่รักไม่สามัคคีกัน  เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรทะเลาะหรือขัดแย้งกันอีกต่อไป".....ท่านแม่พันมือท่านโปรดเราทั้งครอบครัว  ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่กล้าทะเลาะกันแบบเปิดเผยแบบเป็นทางการ  ใครมีปัญหาขัดข้องหมองใจอะไร  ก็จะมานั่งคุยกันในห้องพระแม่ทุกครั้งไป  เราก็อยู่กันแบบสงบร่มเย็นมาจนถึงทุกวันนี้

.......สำหรับเรื่องพระแม่พันมือ ตอนที่ ๑ ก็ขอยุติไว้เพียงแค่นี้......โปรดติดตามตอนที่ ๒ ต่อไปนะคะ