Translate

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ประวัติวันตรุษจีน


   
สวัสดีค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน....อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเทศกาลตรุษจีน (วันปีใหม่ของจีน) แล้วนะคะ  ท่านที่มีเชื้อสายจีนก็คงจะตื่นเต้นดีใจกันมาก เพราะถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในการเริ่มต้นปีใหม่ จะต้องมีการประกอบกิจกรรมตามประเพณีจีนหลายวัน ส่วนท่านที่เป็นคนไทยก็ตื่นเต้นกับเขาเหมือนกันทุกงานนั่นแหละ เพราะว่าคนไทยชอบความรื่นเริงสนุกสนาน ชอบสังสรรค์เป็นการสร้างมิตรไมตรีให้กระชับมากขึ้น.....วันนี้ก็จะขอนำเรื่องประวัติเกี่ยวกับวันตรุษจีนมาเผยแพร่ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบประวัติของวันตรุษจีนกันบ้าง

วันตรุษจีนหรือวันปีใหม่จีน  ปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม  เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง หรือเรียกกันว่า "วันขอเงินจากพระจันทร์"  อาจจะมีหลายท่านที่ได้ขอเงินจากพระจันทร์เป็นเวลาต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้ว และปี ๒๕๕๕ วันตรุษจีนมีพระจันทร์เต็มดวงนับว่าดีมาก เพราะเป็นวันแรกของปี เริ่มด้วยพระจันทร์เต็มดวง....เทศกาลตรุษจีนได้มีการปฏิบัติ สืบกันมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นประเพณีสำคัญประเพณีหนึ่งของชาวจีน มีการเตรียมงานฉลองเป็นเวลานานเป็นเดือน คงจะคล้าย ๆ กับงานเทศกาลคริสต์มาส จะต้องเตรียมซื้อของขวัญ เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว อาหารคาวหวาน ตกแต่งบ้าน จะต้องทำความสะอาดบ้านกันเป็นพิเศษ รวมทั้งบริเวณบ้านรอบนอก  ชาวจีนมีความเชื่อว่าการทำความสะอาดบ้านก่อนวันตรุษจีน หมายถึงการปัดกวาดเอาสิ่งอัปมงคลออกจากบ้านให้หมดสิ้น เพื่อต้อนรับสิ่งที่เป็นมงคลเข้ามาในบ้าน แล้วก็จะมีการตกแต่งบ้านด้วยคำอวยพรต่าง ๆ ซึ่งนิยมเขียนลงบนกระดาษสีแดง เป็นสีแห่งโชคลาภและเป็นสีที่พวกผีปีศาจเกรงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้  ด้วยเหตุนี้ชาวจีนจึงนิยมใส่เสื้อผ้าสีแดงในวันตรุษจีน ห้ามใส่เสื้อผ้าสีขาวหรือสีดำ เพราะว่าเป็นสีสำหรับไว้ทุกข์  นอกจากนั้นในวันตรุษจีนจะต้องรักษาอารมณ์ของตนให้ดี ไม่ให้มีอารมณ์โกรธ เกลียด อิจฉาริษยา ไม่พอใจอะไรต่าง ๆ หมายความว่าในวันตรุษจีนจะต้องทำจิตใจให้เบิกบานแช่มชื่นเสมอ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

ประเพณีตรุษจีนนี้จะมีกิจกรรมแบ่งเป็น ๓ วัน คือ วันจ่าย วันไหว้และวันเที่ยว (วันขึ้นปีใหม่) แต่ละวันก็มีความสำคัญต่างกัน.....วันก่อนตรุษจีนก็จะมีการรับประทานอาหารมื้อเย็นประเภทอาหารทะเล และอาหารประเภทนึ่ง เช่น ขนมจีบ  ซาลาเปา ขนมต้ม เป็นต้น  อาหารทุกชนิดจะมีความหมายทั้งนั้น เช่น อาหารประเภทกุ้ง หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง และความสุขของชีวิต เมื่อรับประรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จะมานั่งรวมกันในห้องรับแขก ดูทีวีร่วมกันซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีนเท่านั้น หรือไม่ก็นั่งเล่นไพ่กันจนกระทั่งถึงวันขึ้นปีใหม่

๑.วันจ่ายหรือวันตื่อเล็ก คือวันก่อนวันสิ้นปี ชาวจีนหรือชาวไทยเชื้อสายจีน ก็จะต้องไปซื้อของต่าง ๆ มีการเตรียมอาหาร ผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ ไปสำหรับวันไหว้ไหว้

๒.วันไหว้ ในวันสิ้นปีจะมีการไหว้ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ
ตอนเช้ามืดจะมีการไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ  เครื่องไหว้ก็มี เนื้อสัตว์ ๓ ชนิด (ซาแซ ) ได้แก่ เนื้อหมูสามชั้นต้ม เนื้อไก่และเนื้อเป็ด  นอกจากนั้นก็มีเหล้า น้ำชาและกระดาษเงินกระดาษทอง.....เทพเจ้าที่นิยมไหว้กันมากก็คือ "เทพเจ้า ไฉ่ซิงเอี้ย" เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ.....
ตอนสายจะมีการไหว้ "บรรพบุรุษ" พ่อแม่ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อาหารไหว้ส่วนมากจะเป็นของโปรดของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วชอบ มีการเผากระดาษเงินกระดาษทอง จากนั้นก็มีการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว....
ตอนบ่ายเป็นการไหว้ "ไป๊ฮ้อเฮียตี๋" คือเป็นการไหว้ผีพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว และผีที่ไร้ญาติ มีขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล แล้วมีการจุดประทัดเพื่อเป็นการขับไล่ผีร้าย  และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว.....ตอนค่ำจะมีการไหว้ "เจ้าที่หรือตี่จู๋เอี๊ย" แล้วอัญเชิญให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการะบูชาของเจ้าบ้าน

๓.วันเที่ยว วันขึ้นปีใหม่หรือตรุษจีน เป็นวันเที่ยวหรือ"วันถือ" ชาวจีนถือเอาวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปีเป็นวันไหว้  ที่ว่าเป็น "วันถือ" หมายถึงเป็นวันที่ถือว่าเป็นสิริมงคง งดการกระทำอกุศลทั้งปวงประเพณีโบราณสืบกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ คือ "ไป่เจีย" เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยจะมีการนำส้มทองไปมอบให้ ความหมายของการให้ส้มทองก็คือเหมือนกับการนำโชคไปให้ จะต้องนำไปมอบให้จำนวน ๔ ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชายเพื่อเป็นสิริมงคล......คำอวยพรที่นิยมใช้กันก็คือ "ซินเจียยู่อี่ ซินเนี่ยฮวดไช้ ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ" ในวันนี้จะไม่มีการปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนทั้งสิ้น จะมีการแต่งกายสวยงาม และไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ที่ตนชอบ

ของไหว้เทศกาลตรุษจีนและความหมาย....เม็ดบัว หมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย...เกาลัด  หมายถึง เงิน....ถั่วตัด หมายถึง แท่งเงิน...สาหร่ายดำ หมายถึง ความร่ำรวย...เต้าหู้หมักจากถั่วแห้ง หมายถึงเต็มไปด้วยความสุขความร่ำรวย...หน่อไม้ หมายถึง คำอวยพรทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข...ขนมเข่ง หมายถึง ความหวานชื่นราบรื่นในชีวิต...ขนมเทียน หมายถึง ความราบรื่น หวานชื่น...ขนมไข่ หมายถึง ความเจริญเติบโต...ขนมสาลี่ หมายถึง ความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู...ขนมจันอับ หมายถึง เพิ่มพูนความสุขตลอดไป...ซาลาเปาหรือหมั่นโถว คือไหว้เพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชคลาภ

ในวาระโอกาส วันตรุษจีน ปี ๒๕๕๕ นี้ ขออวยพรให้ทุกท่าน มีความสุขความเจริญตลอดปีเทอญ





















วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปาฏิหาริย์พระแม่พันมือ (ตอนที่ ๒)




นะโม กวนซีอิม ผ่อสัก


สวัสดีค่ะ ท่านผู้ศรัทธาเลื่อมใสในบารมีพระแม่กวนอิมทุกท่าน...... วันนี้ก็ได้ฤกษ์ที่จะเขียนตอนที่ ๒  แล้วจ๊ะ  ถ้าปล่อยให้ท่านผู้อ่านรอนานเกินไป  ท่านแม่ก็จะต้องมาดุฉันแน่ ๆ เลย  ฉะนั้นต้องตั้งใจเขียนให้จบ เพื่อเป็นการบูชาพระคุณและเพื่อเป็นการเผยแพร่พระบารมีของท่านแม่กวนอิมปางพันมือด้วย  นอกจากนั้นฉันก็อยากจะให้ทุกท่านที่เป็นศิษย์และไม่ใช่ศิษย์ของพระแม่ก็ตาม ได้รู้จักเกี่ยวกับท่านแม่พันมือในหลาย ๆ ลักษณะ.....เพื่อไม่ให้เสียเวลามาก  ฉันก็จะขอเล่าต่อเลยนะคะ

เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าถึง ตอนที่เราได้อัดเสียงของพระแม่พันแม่ไว้แล้ว  ท่านร้องเพลงและพูดอะไรก็ไม่ทราบน่ะ เราก็ได้นำไปให้คนจีนเวียตนาม  เจ้าของร้านอาหารจีน ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก  เขาก็พยายามฟังตั้งหลายรอบ  แต่ก็ไม่สามารถแปลให้เราเข้าใจได้  เขาบอกว่าเป็นภาษาจีนโบราณ แปลได้เป็นบางคำ เราก็ไม่สามารถที่จะเดาได้  ก็เป็นอันว่าต้องลงมือเรียนด้วยตนเอง......ท่านแม่กวนอิมท่านมีญาณหยั่งรู้หมด  เราไปทำอะไรที่ไหนท่านรู้หมด  ท่านรู้ว่าเราพูดอะไรหรือคิดอะไร  ฉันได้พูดกันในครอบครัวว่า "ต่อไปพวกเราคงจะต้องช่วยกันจดและจำคำที่ท่านแม่พูด และหัดพูดกับท่าน เพื่อที่จะได้สื่อความหมายกันรู้เรื่อง  แต่เราก็ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ สามีฉันยังไม่ยอมรับท่านแม่กวนอิม  ท่านแม่ก็ทราบดีเหมือนกันว่า  สามีไม่เชื่อว่าท่านคือ "พระโพธิสัตว์กวนอิม"  เขาคิดว่าฉันเป็นโรคจิต  ท่านแม่รู้ใจสามีฉัน ว่าเขาคิดอะไร  ทุกคนในบ้านเชื่อสนิทว่าเป็นญาณของพระแม่กวนอิมมาประทับร่าง  เพราะเขาเห็นได้ชัดว่า ขณะนั้นไม่ใช่ตัวฉันเลย ลักษณะท่าทางและอากัปกิริยาต่าง ๆ  นอกจากนั้นยังพูดภาษาอะไรก็ไม่ทราบ ไม่มีใครเข้าใจด้วย แล้วจะหาว่าเป็นฉันได้อย่างไร.....

พระแม่พันมือได้แสดง  ให้เห็นในลักษณะเป็นคนชรามาก ๆ ในตอนแรก ๆ  พอตอนต่อไปเมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้ว  ก็ได้แสดงให้เห็นหลายลักษณะ......สามีเห็นแล้วก็ยังไม่ยอมเชื่อ ก็ยังปักใจว่าฉันเป็นโรคจิตบ้าง โรคประสาทบ้าง  แต่ท่านแม่ก็ไม่สนใจว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ท่านก็ไป ๆ มา ๆ  ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง  เดี๋ยวก็เป็นลม  บางครั้งอยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้เสียใจ เดี๋ยวก็อารมณ์ดี แล้วก็ร้องเพลงไพเราะมาก  เวลาร้องเพลงก็ร่ายร่ำอ่อนช้อยเชียว  เวลาไม่พอใจก็ร้องดุเสียงดังตกอกตกใจตาม ๆ กัน  แล้วก็ร่ายรำพร้อมกับกระทืบเท้าจนพื้นบ้านสั่นสะเทือน  สามีก็กลัวว่าเท้าฉันจะพัง ก็ต้องรีบเข้ามากอดไว้ไม่ยอมให้กระทืบอีกต่อไป  ส่วนน้องสาวและลูก ๆ  ก็พากันคอยห้ามปรามทุกครั้งไป  ก็จะบอกว่า "นั่นไม่ใช่ Mama นั่นพระแม่กวนอิม"  แต่เขาก็ไม่สนใจ  เวลามีอาการเช่นนี้ทีไรเขาก็จะอุ้มฉันไปนอนที่เตียง  ฉันรู้สึกตัวว่าไม่มีแรง ก็จะหลับไปสักครู่  พอรู้สึกตัวก็ลุกขึ้นนั่ง  แล้วท่านแม่ก็จะบ่นต่ออีก  จนกระทั่งเป็นที่พอใจแล้วจึงปล่อยร่างให้เป็นปรกติ

ขณะที่พระแม่ท่านประทับร่างฉันอยู่นั้น  ฉันก็พอมีสติรู้อยู่ข้างใน  รู้ทุกอย่างที่คนภายนอกพูดคุยกัน หรือทำอะไรกัน ทวารทั้ง ๖ ก็ยังทำงานตามปรกติอยู่  เพียงแต่จิตไม่สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้กายวิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวทางกาย) และวจีวิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวทางวาจา) เกิดขึ้นได้.....ตอนนั้นรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจตนเองยังวุ่นวายสับสนอยู่  เพราะไม่เคยเจออย่างนี้มาก่อน และไม่ทราบจะไปปรึกษาใครได้  จิตมีแต่ความกลัว  เรียกว่ากลัวกันทั้งบ้านเลย แต่ทำไงได้  ท่านแม่กวนอิมท่านคงจะมาทำงานโปรดสรรพสัตว์  เพราะเหตุว่าเราไปตั้งชื่อของสมาคมโดยใช้ชื่อของท่าน ๆ ก็เลยมาที่สมาคม.....ในที่สุดเราทุกคนยอมรับท่านด้วยความศรัทธาและรักท่านมาก  ท่านคือ "พระแม่กวนอิมโพธิสัตวฺ์" ที่เราบูชากราบไหว้ทุกวัน  ช่วงที่ท่านมาบ่อย ๆ ท่านก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นนิมิตในฝันทุกคืนเลย  ฉันมักจะเห็นตนเองในฝันเหาะได้ เหาะไปหลายแห่งไปช่วยคนที่มีทุกข์  บางครั้งเข้าไปตามบ้านคน บางครั้งไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาในวัดจีนหลายแห่ง  รู้สึกโลดโผนมาก  จิตก็ทราบดีว่า เป็นปาฏิหาริย์ของท่านแม่พันมือ ท่านต้องการจะให้ฉันแน่ใจว่าท่าน คือพระแม่กวนอิมปางพันมือ หลังจากนั้นมา  ฉันและทุกคนในบ้านก็เริ่มสบายใจขึ้นมาบ้าง.....ท่านแม่รู้ว่า พวกเราต้องการจะเรียนภาษาของท่าน

เย็นวันหนึ่งท่านมาแบบเงียบ ๆ  มานั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะอาหาร  แล้วเรียกพวกเราให้มานั่งร่วมโต๊ะ  มีน้องสาวและลูกสาวเข้ามานั่งลงที่พื้นใกล้ ๆ ท่าน  ส่วนสามีและลูกชายดูทีวีอยู่เลยไม่ได้ร่วมฟังท่าน.....ท่านแม่พูดภาษาจีนพร้อมทำท่ากำกับ  บอกว่าให้เตรียมกระดาษและดินสอไว้จดด้วย  เมื่อพร้อมแล้วท่านก็สอนให้พูด คำแรก  "จ๊าจี้" แปลว่าน่ารัก.... "ตูจ๊าจี้"  แปลว่าเธอน่ารัก..... "ทิเจ๊ะ" แปลว่าไม่่ดี...."เจ๊ะ" แปลว่าดี....เวลาท่านแม่จะกลับ ท่านจะบอกว่า "เช"  สอนแค่นิดหน่อย แล้วก็มีการสนทนากันอย่างสนุกสนาน  ท่านแม่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดู  ด้วยการตรวจดวงของใครคนหนึ่ง  ที่เวลานี้ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน  แล้วท่านก็เข้าสมาธิกำหนดดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เล่าว่า  ท่านเห็นคนไทยเจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้านเรา เขากำลังจะเจ๊งเพราะเป็นคนไม่มีสัจจะ ชอบเล่นการพนัน  กุ๊กที่ไม่พอใจเจ้าของร้านเพราะว่าให้ค่าจ้างน้อยมาก ทำงานหนักเงินเดือนน้อย  เขาเลยแกล้งทำอาหารไม่อร่อยและไม่สะอาด อีกหน่อยไม่มีคนเข้าร้าน  ท่านแม่พันมือบอกว่า "ช่วยไม่ได้เพราะว่าเขาเป็นคนไม่อยู่ในศีลในธรรม"  ท่านผู้อ่านคงจะสงสัย ว่าเรารู้เรื่องที่ท่านพูดได้อย่างไร  น้องและลูกสาวฉัน  เขาช่วยกันแปลด้วยวิธีพูดเป็นภาษาไทย  แล้วก็ถามท่านว่า ต้องการพูดเช่นนี้ใช่ไหม  ถ้าใช่ท่านก็จะพยักหน้า ถามว่า "ทำไมท่านแม่ไม่พูดภาษาไทยหรือภาษาเยอรมันก็ได้ พวกเราจะได้เข้าใจง่ายขึ้น"  ท่านตอบว่า ท่านไม่ต้องการพูด ท่านต้องการให้พวกเราเรียนภาษาของท่าน  

สำหรับตอนที่ ๒ นี้ต้องขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะคะ   แล้วพบกันในตอนที่ ๓  อีกนะจ๊ะ